ต้นทุนค่าโฆษณาออนไลน์ในกรุงเทพฯ แพงขึ้นแค่ไหนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ต้นทุนค่าโฆษณาออนไลน์ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งค่าคลิกและค่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดิม เพราะมีธุรกิจแย่งพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเดียวกันมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้ลงโฆษณาที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนพื้นที่โฆษณาที่แพลตฟอร์มมีให้ ทำให้ราคาถูกดันขึ้นตามหลักการประมูล บทความนี้สรุปแนวโน้มต้นทุนที่สูงขึ้นและวิธีที่ธุรกิจควรปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความคุ้มค่า
ทำไมต้นทุนโฆษณาในกรุงเทพฯ ถึงแพงขึ้นเรื่อยๆ
ระบบโฆษณาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทำงานแบบประมูล ใครยอมจ่ายต่อผลลัพธ์สูงกว่าและมีคุณภาพโฆษณาดีกว่าก็ได้พื้นที่ไป เมื่อกรุงเทพฯ เป็นตลาดที่มีธุรกิจหนาแน่น การแข่งกันซื้อกลุ่มเป้าหมายเดียวกันจึงดันราคาให้สูงขึ้น
ปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนขยับขึ้น
- จำนวนผู้ลงโฆษณาเพิ่มขึ้นเร็ว โดยเฉพาะหลังธุรกิจหันมาขายออนไลน์กันมากขึ้น
- กลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อสูงในเมืองถูกหลายแบรนด์แย่งกัน
- คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มเท่าเดิม แต่โฆษณาที่แข่งชิงพื้นที่มีมากขึ้น
- ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ที่ต้องเด่นพอจะสะดุดตาก็สูงขึ้นตาม
ผลคือหลายธุรกิจรู้สึกว่าจ่ายเท่าเดิมแต่ได้ผลลัพธ์น้อยลง ทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด
สัญญาณอะไรบ้างที่บอกว่าคุณกำลังจ่ายแพงเกินไป
ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าธุรกิจต้องขาดทุนเสมอไป สิ่งที่ต้องจับตาคือความคุ้มค่าเทียบกับผลลัพธ์ ไม่ใช่ตัวเลขค่าคลิกอย่างเดียว
สัญญาณที่ควรระวัง
- ค่าใช้จ่ายต่อการปิดการขายหรือต่อลูกค้าใหม่ค่อยๆ สูงขึ้นแต่ยอดขายไม่ขยับตาม
- ROAS หรือผลตอบแทนจากงบโฆษณาลดลงต่อเนื่องหลายเดือน
- ต้องเพิ่มงบเรื่อยๆ เพียงเพื่อรักษายอดเท่าเดิม
- โฆษณาชุดเดิมเริ่มเข้าถึงคนซ้ำๆ จนความถี่สูงเกินไป
ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ แปลว่าถึงเวลาปรับวิธีทำงาน ไม่ใช่แค่เติมงบเข้าไปเพิ่ม
ธุรกิจควรปรับกลยุทธ์ยังไงให้ยังคุ้มค่า
เมื่อราคาพื้นที่โฆษณาแพงขึ้น ทางออกคือทำให้ทุกบาทที่จ่ายไปได้ผลลัพธ์มากขึ้น ไม่ใช่เลิกโฆษณา แต่ทำให้ฉลาดขึ้น
- โฟกัสคุณภาพคอนเทนต์และข้อเสนอ เพราะโฆษณาที่คนสนใจจริงมักได้ต้นทุนต่อผลลัพธ์ถูกลง
- ปรับกลุ่มเป้าหมายให้แคบและตรงขึ้น ลดการจ่ายเงินให้คนที่ไม่มีโอกาสซื้อ
- เพิ่มอัตราการปิดการขายที่ปลายทาง เช่น ปรับหน้าเว็บและการตอบแชท เพื่อให้ทราฟฟิกที่จ่ายเงินซื้อมากลายเป็นยอดขายได้มากขึ้น
- เก็บข้อมูลลูกค้าเดิมมาทำการตลาดซ้ำ ซึ่งมักมีต้นทุนต่อยอดขายต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด
หลักคิดคือเมื่อลดต้นทุนหน้างานโฆษณาโดยตรงได้ยาก ก็ไปเพิ่มมูลค่าที่ได้จากทราฟฟิกแต่ละคนแทน
วัดผลยังไงให้รู้ว่าโฆษณายังคุ้มอยู่จริง
ตัวเลขที่ควรดูไม่ใช่ค่าคลิกลอยๆ แต่เป็นต้นทุนต่อผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการจริง เช่น ต้นทุนต่อการปิดการขาย หรือมูลค่าที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดการเป็นลูกค้า
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามสม่ำเสมอ
| ตัวชี้วัด | บอกอะไร |
|---|---|
| ต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ | จ่ายไปเท่าไรกว่าจะได้ลูกค้าหนึ่งคน คุ้มกับกำไรต่อออเดอร์ไหม |
| ROAS | ทุกบาทที่จ่ายโฆษณาสร้างยอดขายกลับมากี่บาท |
| มูลค่าลูกค้าตลอดชีพ | ลูกค้าหนึ่งคนซื้อซ้ำและสร้างมูลค่ารวมเท่าไร |
เมื่อมองภาพรวมทั้งเส้นทาง ไม่ใช่แค่ต้นทุนหน้าโฆษณา ธุรกิจจะตัดสินใจได้แม่นขึ้นว่าควรเพิ่มงบ คงงบ หรือปรับวิธีทำ
อยากลดต้นทุนต่อผลลัพธ์ในตลาดที่แข่งสูง เริ่มที่ไหนดี
จุดตั้งต้นคือประเมินว่าตอนนี้งบโฆษณาแต่ละบาทให้ผลลัพธ์แค่ไหน แล้วหาว่าจุดรั่วอยู่ตรงกลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ หรือการปิดการขายที่ปลายทาง จากนั้นค่อยแก้ทีละจุดโดยวัดผลจริงกำกับ
Next Rocket เป็นเอเจนซีสาย Performance และ AI Marketing ในกรุงเทพฯ ทำงานกับตลาดที่แข่งขันสูงมาตั้งแต่ปี 2018 ดูแลมาแล้วกว่า 50 แบรนด์ และสร้างมูลค่าคอนเวอร์ชันรวมกว่า 150 ล้านบาท เราช่วยหาทางลดต้นทุนต่อผลลัพธ์ด้วยการปรับทั้งกลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ และการวัดผลให้ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจจริง หากงบโฆษณาเริ่มได้ผลน้อยลง บริการของ Next Rocket พร้อมช่วยรื้อและปรับให้ หรือ ปรึกษาทีม Next Rocket เพื่อประเมินความคุ้มค่าของแคมเปญปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อย
ค่าโฆษณาแพงขึ้นแปลว่าต้องหยุดยิงโฆษณาไหม
<p>ไม่จำเป็น ตราบใดที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์ยังคุ้มกับกำไรต่อออเดอร์ การหยุดโฆษณากะทันหันอาจทำให้ยอดขายหายไปเลย ทางที่ดีกว่าคือปรับกลุ่มเป้าหมาย คอนเทนต์ และการปิดการขายให้แต่ละบาทได้ผลมากขึ้น</p>
ควรดูตัวเลขไหนเพื่อรู้ว่าโฆษณายังคุ้ม
<p>ให้ดูต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ ROAS และมูลค่าลูกค้าตลอดชีพ ไม่ใช่ค่าคลิกอย่างเดียว เพราะบางครั้งค่าคลิกสูงแต่ปิดการขายได้ดีก็ยังคุ้ม กลับกันค่าคลิกถูกแต่ไม่เกิดยอดขายก็ไม่คุ้ม</p>
ธุรกิจเล็กจะสู้ต้นทุนโฆษณาที่แพงขึ้นได้ยังไง
<p>เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แคบและตรง ทำคอนเทนต์ที่ตรงใจ และดึงลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าหาลูกค้าใหม่ทั้งหมด รวมถึงปรับหน้าเว็บและการตอบแชทให้ทราฟฟิกที่ได้มากลายเป็นยอดขายมากขึ้น</p>