Conversion Rate Optimization คืออะไร เริ่มทำยังไงให้เว็บขายดีขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มงบ
Conversion Rate Optimization หรือ CRO คือการปรับเว็บไซต์ให้คนที่เข้ามาอยู่แล้วตัดสินใจซื้อหรือกรอกฟอร์มในสัดส่วนที่มากขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายเงินหาคนเข้าเว็บเพิ่ม เริ่มได้จากการหาจุดที่ลูกค้ามักหลุดออกไปก่อนซื้อ แล้วแก้ทีละจุดพร้อมวัดผลเทียบ พูดง่ายๆ คือแทนที่จะเทงบไปดึงคนเข้าเว็บมากขึ้น เราไปเพิ่มมูลค่าจากคนกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้ว บทความนี้อธิบายว่า CRO ทำงานยังไง และเจ้าของธุรกิจเริ่มต้นได้จากตรงไหน
Conversion Rate Optimization คืออะไร วัดจากอะไร
Conversion Rate คืออัตราส่วนของคนที่ทำสิ่งที่เราต้องการ เทียบกับคนที่เข้ามาทั้งหมด เช่น ถ้ามีคนเข้าเว็บ 1,000 คน แล้วสั่งซื้อ 20 คน อัตราการซื้อคือ 2 เปอร์เซ็นต์
CRO คือกระบวนการปรับหน้าเว็บ ปุ่ม ข้อความ และขั้นตอนต่างๆ เพื่อดันตัวเลขนี้ให้สูงขึ้น สิ่งที่เราต้องการไม่จำเป็นต้องเป็นการซื้อเสมอไป อาจเป็นการกรอกฟอร์ม กดแอดไลน์ หรือโทรเข้ามา ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของหน้านั้นคืออะไร
ทำไม CRO ถึงคุ้มกว่าการเพิ่มงบโฆษณา
ลองคิดเป็นตัวเลข ถ้าเว็บมีคนเข้า 1,000 คนต่อเดือน อัตราการซื้ออยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับได้ลูกค้า 20 คน ถ้าอยากได้ลูกค้าเพิ่มเป็น 40 คน มีสองทาง
- ทางแรกคือเพิ่มงบโฆษณาให้คนเข้าเว็บเป็น 2,000 คน ซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นเท่าตัว
- ทางที่สองคือปรับเว็บให้อัตราการซื้อขึ้นเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้คนเข้าเว็บเท่าเดิม ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเพิ่ม
ทางที่สองคือหัวใจของ CRO และเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงคุ้ม เพราะทุกบาทที่จ่ายไปดึงคนเข้าเว็บอยู่แล้วจะทำงานได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ
ลูกค้ามักหลุดตรงไหนก่อนตัดสินใจซื้อ
จุดที่ลูกค้ามักหลุดออกไปก่อนซื้อ มักซ้ำกันในหลายธุรกิจ
- หน้าโหลดช้า คนปิดทิ้งก่อนเห็นสินค้าด้วยซ้ำ
- หาปุ่มสั่งซื้อไม่เจอ หรือปุ่มไม่ชัดว่าให้กดตรงไหน
- ขั้นตอนกรอกข้อมูลยาวเกินไป ยิ่งช่องเยอะคนยิ่งเลิกกลางทาง
- ไม่มีข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ เช่น ราคาไม่ชัด ไม่มีรีวิว หรือไม่บอกค่าส่ง
- ไม่เห็นช่องทางติดต่อ ตอนที่ลูกค้ามีคำถามแต่หาที่ถามไม่เจอ
วิธีหาจุดหลุดที่ง่ายคือดูจากเครื่องมือวัดผลว่าหน้าไหนมีคนออกเยอะกว่าหน้าอื่น แล้วเริ่มสงสัยจากหน้านั้นก่อน
เริ่มทำ CRO ด้วยตัวเองจากจุดไหนก่อน
เริ่มจากจุดที่มีคนผ่านเยอะและมีผลต่อยอดขายมากก่อน ปกติคือหน้าสินค้าและหน้าชำระเงิน
- ทำให้ราคาและปุ่มสั่งซื้อชัดเจน เห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเลื่อนหา
- ลดจำนวนช่องกรอกข้อมูลให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง
- เพิ่มข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ เช่น รีวิว เงื่อนไขการคืนสินค้า และค่าจัดส่งที่บอกตรงไปตรงมา
- ใส่ช่องทางติดต่อที่กดแล้วคุยได้ทันที
อย่าเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว เพราะจะไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ผลดีขึ้นหรือแย่ลง
วัดผลการทดสอบยังไงให้เชื่อถือได้
การทดสอบที่เชื่อถือได้ต้องเทียบของสองแบบในเวลาเดียวกัน เรียกว่า A/B Testing คือให้คนกลุ่มหนึ่งเห็นหน้าแบบเดิม อีกกลุ่มเห็นหน้าแบบใหม่ แล้วดูว่าแบบไหนอัตราการซื้อสูงกว่า
สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าเพิ่งสรุปผลเร็วเกินไป ถ้ามีคนเข้าทดสอบน้อย ตัวเลขจะเหวี่ยงไปมาจนตัดสินใจผิดได้ ควรปล่อยให้มีคนผ่านการทดสอบมากพอและใช้เวลานานพอที่ครอบคลุมทั้งวันธรรมดาและวันหยุด แล้วจึงค่อยสรุป การทดสอบทีละตัวแปรก็สำคัญ เพราะถ้าเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกันจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือตัวที่ทำให้ผลเปลี่ยน
Next Rocket ช่วยวิเคราะห์และทดสอบเว็บไซต์ยังไง
CRO เป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องและอาศัยการอ่านข้อมูลควบคู่กับความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า ไม่ใช่แก้ครั้งเดียวจบ Next Rocket ทำงานด้านการตลาดที่วัดผลได้มาตั้งแต่ปี 2018 และดูแลให้แบรนด์มากกว่า 50 แบรนด์ รวมมูลค่าการซื้อที่สร้างให้ลูกค้ากว่า 150 ล้านบาท จึงมีข้อมูลว่าจุดไหนในเว็บมักเป็นตัวฉุดยอด
ถ้าเว็บมีคนเข้าแต่ยอดขายไม่ขยับ บริการของ Next Rocket ช่วยวิเคราะห์หาจุดที่ลูกค้าหลุดและออกแบบการทดสอบให้ หรือ ปรึกษาทีม Next Rocket เพื่อประเมินเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจลงงบเพิ่ม
คำถามที่พบบ่อย
CRO ต่างจาก SEO ยังไง
SEO เน้นดึงคนเข้าเว็บมากขึ้น ส่วน CRO เน้นเปลี่ยนคนที่เข้ามาแล้วให้กลายเป็นลูกค้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น สองอย่างนี้ทำงานเสริมกัน เพราะดึงคนเข้ามาเยอะแต่ปิดการขายไม่ได้ก็ไม่เกิดรายได้
อัตราการซื้อเท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี
ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับประเภทสินค้า ราคา และช่องทาง สิ่งที่ควรทำคือเทียบกับตัวเลขของเว็บตัวเองในเดือนก่อนหน้า แล้วดูว่าดีขึ้นหรือไม่
ต้องใช้เครื่องมือแพงๆ ไหมถึงจะเริ่มทำ CRO ได้
ไม่จำเป็น เริ่มจากเครื่องมือวัดผลพื้นฐานที่ใช้ได้ฟรีอย่าง Google Analytics ก็พอเห็นว่าคนหลุดตรงไหน แล้วค่อยเพิ่มเครื่องมือเฉพาะทางเมื่อเริ่มทดสอบจริงจังขึ้น