Customer Lifetime Value คำนวณยังไง ทำไมสำคัญกว่ายอดขายรายเดือน
Customer Lifetime Value หรือ CLV คือมูลค่ารวมที่ลูกค้าคนหนึ่งจ่ายให้ธุรกิจตลอดช่วงที่ยังเป็นลูกค้าอยู่ สูตรพื้นฐานคือ มูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง คูณ ความถี่การซื้อต่อปี คูณ จำนวนปีที่ลูกค้าอยู่กับแบรนด์ ตัวเลขนี้สำคัญเพราะบอกว่าธุรกิจจ่ายค่าหาลูกค้าได้เท่าไรถึงจะยังคุ้ม ต่างจากยอดขายรายเดือนที่บอกแค่ภาพระยะสั้น บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณ วิธีเอาไปใช้วางงบ และวิธีเพิ่ม CLV แบบเข้าใจง่าย
Customer Lifetime Value คืออะไร
CLV คือมูลค่ารวมที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ธุรกิจตั้งแต่ครั้งแรกที่ซื้อจนถึงครั้งสุดท้ายก่อนเลิกเป็นลูกค้า มันมองลูกค้าเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ไม่ใช่ยอดขายครั้งเดียว
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ลูกค้าที่ซื้อครั้งละ 500 บาทแต่กลับมาซื้อเดือนละครั้งเป็นเวลาสองปี มีมูลค่ามากกว่าลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียว 2,000 บาทแล้วหายไป ทั้งที่ยอดต่อบิลของคนหลังสูงกว่า
มุมมองนี้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการตลาด จากการไล่ปิดการขายรายครั้ง มาเป็นการดูแลลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ให้นานขึ้น
คำนวณ CLV ยังไงแบบเข้าใจง่าย
สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้จริงมีสามตัวแปร
- มูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง เอายอดขายรวมหารด้วยจำนวนครั้งที่ขาย
- ความถี่การซื้อต่อปี ลูกค้าหนึ่งคนกลับมาซื้อกี่ครั้งใน 1 ปี
- อายุการเป็นลูกค้า โดยเฉลี่ยลูกค้าอยู่กับแบรนด์กี่ปี
เมื่อคูณทั้งสามตัวเข้าด้วยกันจะได้ CLV เบื้องต้น สมมติลูกค้าซื้อเฉลี่ยครั้งละ 800 บาท กลับมาซื้อ 4 ครั้งต่อปี และอยู่กับร้านราว 3 ปี CLV จะเท่ากับ 800 คูณ 4 คูณ 3 คือ 9,600 บาทต่อลูกค้าหนึ่งคน
ถ้าอยากได้ตัวเลขที่แม่นขึ้น ควรหักต้นทุนสินค้าและต้นทุนบริการออกเพื่อดูเป็นกำไรที่ลูกค้าสร้างจริง ไม่ใช่แค่ยอดขาย
ทำไม CLV ถึงสำคัญกว่ายอดขายรายเดือน
ยอดขายรายเดือนบอกได้แค่ว่าเดือนนี้ขายได้เท่าไร แต่ไม่บอกว่ายอดนั้นมาจากลูกค้าที่จะอยู่ต่อหรือลูกค้าที่ซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป CLV เติมภาพส่วนที่ขาดนี้
| มุมมอง | ยอดขายรายเดือน | Customer Lifetime Value |
|---|---|---|
| ช่วงเวลาที่มอง | สั้น เฉพาะเดือนนั้น | ยาว ตลอดอายุการเป็นลูกค้า |
| บอกอะไร | ขายได้เท่าไรตอนนี้ | ลูกค้าคนหนึ่งคุ้มค่าแค่ไหนในระยะยาว |
| ช่วยตัดสินใจ | ปรับงบระยะสั้น | ตั้งงบหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมั่นใจ |
ธุรกิจที่ดูแค่ยอดรายเดือนมักตัดงบการตลาดเร็วเกินไปเมื่อเห็นตัวเลขระยะสั้นไม่สวย ทั้งที่ลูกค้าที่เพิ่งได้มาอาจสร้างมูลค่าสูงในปีถัดๆ ไป
ใช้ CLV วางงบการตลาดยังไง
ประโยชน์ที่เห็นชัดของ CLV คือช่วยตอบว่าจ่ายค่าหาลูกค้าใหม่ได้สูงสุดเท่าไร โดยเทียบกับต้นทุนการหาลูกค้าหรือ CAC
- คำนวณ CLV ของลูกค้าโดยเฉลี่ยเป็นกำไรหลังหักต้นทุน
- ดูว่าตอนนี้จ่ายค่าหาลูกค้าหนึ่งคนไปเท่าไร นั่นคือ CAC
- ถ้า CLV สูงกว่า CAC พอสมควร แปลว่ายังมีที่ให้เพิ่มงบโฆษณาได้
- ถ้า CLV ใกล้เคียงหรือน้อยกว่า CAC แปลว่าต้องแก้ที่การรักษาลูกค้า ไม่ใช่เพิ่มงบหาลูกค้าเพิ่ม
หลักคิดนี้ทำให้ตัดสินใจงบได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึกว่าค่าโฆษณาแพงหรือถูก
เพิ่ม CLV ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
CLV เพิ่มได้จากสามทาง และแต่ละทางมีวิธีทำที่ต่างกัน
- เพิ่มมูลค่าต่อครั้ง ด้วยการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือจัดชุดสินค้าให้ซื้อพร้อมกัน
- เพิ่มความถี่การซื้อ ด้วยการสื่อสารเตือนและโปรแกรมรักษาลูกค้าเก่า
- ยืดอายุการเป็นลูกค้า ด้วยบริการหลังการขายที่ดีและประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากเปลี่ยนไปที่อื่น
ที่น่าสนใจคือการเพิ่ม CLV ไม่ต้องใช้งบโฆษณาเพิ่มเสมอไป หลายวิธีเป็นการดูแลลูกค้าที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น
อยากใช้ CLV วางแผนงบจริง เริ่มยังไง
เริ่มจากรวบรวมข้อมูลการซื้อย้อนหลังเพื่อหามูลค่าต่อครั้ง ความถี่ และอายุลูกค้าโดยเฉลี่ย จากนั้นเทียบกับต้นทุนหาลูกค้าเพื่อดูว่างบการตลาดตอนนี้อยู่ในจุดที่คุ้มหรือยัง
Next Rocket ทำงานด้านการตลาดเชิงผลลัพธ์ให้แบรนด์กว่า 50 แบรนด์ตั้งแต่ปี 2018 และสร้างมูลค่าคอนเวอร์ชันรวมกว่า 150 ล้านบาท ทีมช่วยตั้งระบบวัดผลให้เห็นทั้ง CLV และต้นทุนหาลูกค้าในภาพเดียว เพื่อให้ตัดสินใจงบได้จากข้อมูลจริง หากอยากวางแผนงบด้วยตัวเลขที่เชื่อถือได้ ลองดู บริการของ Next Rocket ได้
คำถามที่พบบ่อย
ธุรกิจเพิ่งเปิดยังไม่มีข้อมูลย้อนหลัง จะคำนวณ CLV ได้ไหม
ช่วงแรกอาจใช้ค่าประมาณจากข้อมูลไม่กี่เดือนแรกไปก่อน แล้วปรับให้แม่นขึ้นเมื่อสะสมข้อมูลมากพอ CLV ในช่วงเริ่มต้นเป็นตัวเลขคร่าวๆ ที่ยังมีประโยชน์ต่อการวางงบ ไม่ต้องรอให้ข้อมูลสมบูรณ์ถึงจะเริ่มใช้
CLV ควรคำนวณก่อนหรือหลังหักต้นทุน
ถ้าจะเอาไปเทียบกับต้นทุนหาลูกค้าเพื่อวางงบ ควรใช้ CLV แบบหักต้นทุนสินค้าและบริการออกแล้ว เพื่อดูเป็นกำไรที่ลูกค้าสร้างจริง การใช้ยอดขายดิบจะทำให้ประเมินความคุ้มค่าสูงเกินจริง
CLV กับ CAC ต่างกันยังไง
CLV คือมูลค่าที่ลูกค้าหนึ่งคนสร้างให้ตลอดอายุการเป็นลูกค้า ส่วน CAC คือต้นทุนที่จ่ายไปเพื่อให้ได้ลูกค้าคนนั้นมา การเทียบสองค่านี้ช่วยบอกว่าการหาลูกค้ายังคุ้มอยู่ไหม ถ้า CLV สูงกว่า CAC พอสมควรก็ยังมีที่ให้เพิ่มงบได้