การตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจ B2B และ SaaS ต่างจาก B2C ยังไง
การตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจ B2B และ SaaS ต่างจาก B2C ตรงที่วงจรการตัดสินใจซื้อยาวกว่าและมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนในการอนุมัติ ทำให้คอนเทนต์ต้องเน้นการให้ความรู้และสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการกระตุ้นซื้อทันที ธุรกิจ B2C มักปิดการขายได้ในไม่กี่วันจากอารมณ์และความต้องการเฉพาะหน้า แต่ B2B ต้องดูแลลูกค้าตลอดหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนจนกว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเห็นพ้อง
วงจรการตัดสินใจของ B2B ต่างจาก B2C ยังไง?
ใน B2C คนหนึ่งคนมักตัดสินใจซื้อได้เอง วงจรสั้น และหลายครั้งขับเคลื่อนด้วยอารมณ์หรือความต้องการเฉพาะหน้า ส่วน B2B การซื้อมักผ่านหลายคน ทั้งคนใช้งานจริง คนดูงบ และคนอนุมัติขั้นสุดท้าย แต่ละคนมองคนละมุม
เพราะแบบนี้ B2B จึงไม่ได้ปิดจากโฆษณาชิ้นเดียว แต่ต้องค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ทำให้คนใช้งานเห็นว่าช่วยงานได้จริง ไปจนถึงทำให้คนอนุมัติเห็นว่าคุ้มค่าเงิน
คอนเทนต์ B2B ควรเน้นอะไร?
เพราะลูกค้า B2B ใช้เหตุผลและข้อมูลในการตัดสินใจมากกว่าอารมณ์ คอนเทนต์จึงต้องช่วยให้เขาประเมินได้ว่าสินค้าตอบโจทย์ปัญหาของธุรกิจเขายังไง
- คอนเทนต์ให้ความรู้ อธิบายปัญหาและวิธีแก้ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมต้องแก้เรื่องนี้
- กรณีศึกษาและผลลัพธ์จริง แสดงว่าธุรกิจอื่นใช้แล้วเกิดผลยังไง เพิ่มความน่าเชื่อถือ
- ข้อมูลเปรียบเทียบและรายละเอียด ช่วยให้ผู้ตัดสินใจนำไปเสนอต่อในองค์กรได้
สำหรับ SaaS การให้ทดลองใช้หรือเดโมก็เป็นคอนเทนต์อย่างหนึ่ง เพราะช่วยให้คนใช้งานเห็นค่าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
ควรใช้ช่องทางไหนกับ B2B และ SaaS?
ช่องทางที่เหมาะกับ B2B มักเป็นที่ที่คนทำงานหาข้อมูลเชิงลึก เช่นการค้นหาบนหน้าค้นหาด้วยคำที่เกี่ยวกับปัญหาธุรกิจ คอนเทนต์บนเว็บไซต์ที่อธิบายวิธีแก้ และช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มคนทำงานสายอาชีพ
ต่างจาก B2C ที่เน้นช่องทางสร้างการรับรู้ในวงกว้างและกระตุ้นซื้อเร็ว B2B ให้ความสำคัญกับการเก็บลีดและดูแลลีดต่อเนื่อง เพราะคนที่เพิ่งรู้จักวันนี้อาจตัดสินใจซื้ออีกหลายเดือนข้างหน้า การมีระบบติดตามที่ไม่ปล่อยลีดหลุดจึงสำคัญมาก
วัดผลการตลาด B2B ต่างจาก B2C ตรงไหน?
B2C วัดผลได้เร็วจากยอดขายที่เกิดในช่วงสั้น แต่ B2B ต้องดูตัวเลขระหว่างทางที่บอกว่าลีดเดินหน้าเข้าใกล้การซื้อแค่ไหน เพราะกว่าจะปิดดีลจริงใช้เวลานาน
สิ่งที่ควรดูคือจำนวนลีดที่มีคุณภาพ สัดส่วนลีดที่เดินหน้าไปคุยกับทีมขาย และมูลค่าดีลเฉลี่ย ไม่ใช่แค่ยอดขายรายเดือน เพราะดีล B2B หนึ่งดีลมักมีมูลค่าสูงและใช้เวลาสะสม การมองแค่ยอดระยะสั้นอาจทำให้ตัดสินใจงบผิด
ควรวางกลยุทธ์ B2B และ SaaS ยังไงให้เห็นผล?
กลยุทธ์ที่ได้ผลกับ B2B คือการวางเส้นทางลูกค้าให้ครบตั้งแต่คนเพิ่งรู้จักปัญหา ไปจนถึงคนพร้อมตัดสินใจ แล้วเตรียมคอนเทนต์ที่เหมาะกับแต่ละช่วง คนที่เพิ่งเริ่มหาข้อมูลกับคนที่กำลังเทียบเจ้าต้องการเนื้อหาคนละแบบ
Next Rocket เป็น performance และ AI marketing agency ที่ทำงานกับแบรนด์มากกว่า 50 แบรนด์ตั้งแต่ปี 2018 และช่วยวางกลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจ B2B และ SaaS โดยเฉพาะ ตั้งแต่วางคอนเทนต์ตามช่วงตัดสินใจ ไปจนถึงระบบเก็บและดูแลลีดที่วงจรยาว ถ้าอยากได้แผนที่ออกแบบมาเพื่อวงจรการขายแบบ B2B ดู บริการของ Next Rocket ได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมการตลาด B2B ถึงปิดการขายช้ากว่า B2C?
เพราะการซื้อของธุรกิจมักผ่านหลายคน ทั้งคนใช้งานจริง คนดูงบ และคนอนุมัติ แต่ละคนต้องเห็นพ้องก่อนจึงตัดสินใจได้ วงจรจึงยาวเป็นสัปดาห์ถึงหลายเดือน ต่างจาก B2C ที่คนเดียวมักตัดสินใจได้เองในเวลาสั้น
SaaS ควรใช้คอนเทนต์แบบไหนดึงลูกค้า?
ควรผสมคอนเทนต์ให้ความรู้ที่อธิบายปัญหาและวิธีแก้ เข้ากับการให้ทดลองใช้หรือเดโม เพราะการให้คนใช้งานเห็นค่าจริงก่อนซื้อช่วยลดความลังเลได้ดี ควบคู่กับกรณีศึกษาที่แสดงผลลัพธ์จากลูกค้าจริง
ควรวัดผลการตลาด B2B จากตัวเลขอะไร?
ควรดูจำนวนลีดที่มีคุณภาพ สัดส่วนลีดที่เดินหน้าไปคุยกับทีมขาย และมูลค่าดีลเฉลี่ย มากกว่าดูแค่ยอดขายรายเดือน เพราะดีล B2B มีมูลค่าสูงและใช้เวลาสะสม การมองแค่ยอดระยะสั้นอาจทำให้ตัดสินใจงบผิด