Google Search Ads กับ Display Ads ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหนก่อน
Search Ads คือโฆษณาที่แสดงบนหน้าผลการค้นหาเมื่อมีคนพิมพ์คำที่เกี่ยวข้อง เหมาะกับการจับคนที่กำลังมองหาสินค้าอยู่แล้ว ส่วน Display Ads คือแบนเนอร์ที่แสดงบนเว็บไซต์ในเครือข่ายของ Google เหมาะกับการสร้างการรับรู้ให้คนที่ยังไม่ได้ค้นหาอะไร ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มและมีงบจำกัดมักได้ผลลัพธ์ที่วัดได้ชัดกว่าจากการเริ่มที่ Search Ads ก่อน
Search Ads และ Display Ads ต่างกันตรงไหน
ความต่างหลักอยู่ที่จังหวะที่คนเห็นโฆษณา และความตั้งใจของคนในตอนนั้น
| ประเด็น | Search Ads | Display Ads |
|---|---|---|
| ตำแหน่งที่แสดง | หน้าผลการค้นหา Google | เว็บไซต์และแอปในเครือข่ายพันธมิตรของ Google |
| พฤติกรรมผู้ใช้ตอนนั้น | กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการอยู่แล้ว | กำลังอ่านเนื้อหาอื่นอยู่ ไม่ได้ตั้งใจค้นหา |
| รูปแบบโฆษณา | ข้อความ | รูปภาพและแบนเนอร์ |
| เป้าหมายที่เหมาะสม | ปิดการขายหรือสร้างโอกาสจากคนที่พร้อมซื้ออยู่แล้ว | สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง |
เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ต่างกัน ผลลัพธ์ที่วัดได้จึงมักต่างกันด้วย Search Ads มักให้อัตราการซื้อสูงกว่าเพราะจับคนที่ตั้งใจอยู่แล้ว ขณะที่ Display Ads ให้การเข้าถึงที่กว้างกว่าแต่อัตราการซื้อต่อคนมักต่ำกว่า
ธุรกิจเพิ่งเริ่มควรเทงบไปทางไหนก่อน
สำหรับธุรกิจที่งบจำกัดและยังไม่มีข้อมูลลูกค้ามากพอ การเริ่มที่ Search Ads มักให้ผลลัพธ์ที่วัดง่ายกว่า เพราะจับคนที่มีความตั้งใจซื้ออยู่แล้ว ทำให้เห็นได้ชัดว่างบที่ใช้ไปแปลงเป็นยอดขายจริงกี่บาท
- Search Ads เหมาะกับช่วงที่ต้องการพิสูจน์ว่าสินค้าหรือบริการขายได้จริงในตลาด
- Display Ads เหมาะกับช่วงที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว และต้องการขยายการรับรู้ให้คนกลุ่มใหม่รู้จักแบรนด์
- การใช้ Display Ads ตั้งแต่ช่วงแรกโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ อาจทำให้ตีความผลลัพธ์ยากว่างบที่ใช้ไปสร้างยอดขายจริงหรือแค่สร้างการมองเห็น
เมื่อ Search Ads เริ่มให้ผลลัพธ์ที่นิ่งและรู้ต้นทุนต่อการขายชัดเจนแล้ว การเพิ่ม Display Ads เข้ามาเสริมเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่จะตีความผลลัพธ์ได้ง่ายกว่าการเริ่มทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ใช้สองแบบร่วมกันได้ไหม
ใช้ร่วมกันได้ และหลายธุรกิจที่โตแล้วก็ใช้ทั้งสองแบบพร้อมกันเพื่อทำหน้าที่ต่างกัน เช่น ใช้ Display Ads สร้างการรับรู้ให้คนเห็นแบรนด์ก่อน แล้วใช้ Search Ads ดักคนที่เริ่มค้นหาชื่อแบรนด์หรือสินค้าตามมาทีหลัง
สิ่งสำคัญคือต้องวัดผลแยกกันชัดเจนว่าแต่ละแบบมีบทบาทอะไร ไม่ควรเอาตัวเลขจากสองแบบมารวมกันแล้วตัดสินใจ เพราะเป้าหมายของแต่ละแบบต่างกันตั้งแต่ต้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาเพิ่ม Display Ads แล้ว
สัญญาณที่บ่งบอกว่าธุรกิจพร้อมขยายไปใช้ Display Ads คือเมื่อ Search Ads เริ่มมีต้นทุนต่อการขายที่นิ่งแล้ว และเริ่มมีคำค้นหาจำกัดจนงบเริ่มขยายเพิ่มได้ยากภายในกลุ่มคนที่ค้นหาอยู่แล้ว
เมื่อถึงจุดนั้น การเพิ่ม Display Ads เข้ามาช่วยขยายฐานคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ จะช่วยสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ภายหลังอาจกลับมาค้นหาชื่อแบรนด์ผ่าน Search Ads เองในอนาคต
ออกแบบสัดส่วนงบให้เหมาะกับช่วงธุรกิจได้อย่างไร
สัดส่วนงบระหว่าง Search Ads และ Display Ads ไม่ควรตายตัว แต่ควรปรับตามช่วงเวลาที่ธุรกิจอยู่ ตั้งแต่ช่วงพิสูจน์ตลาด ช่วงขยายฐานลูกค้า ไปจนถึงช่วงรักษาฐานลูกค้าเดิม
Next Rocket เป็นเอเจนซี่ performance และ AI marketing ที่ทำงานกับแบรนด์มากกว่า 50 แบรนด์ตั้งแต่ปี 2018 ทีมช่วยออกแบบสัดส่วนงบระหว่าง Search Ads และ Display Ads ให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ธุรกิจอยู่จริง ดูรายละเอียดที่ บริการของ Next Rocket หรือ ปรึกษาทีม Next Rocket
คำถามที่พบบ่อย
Display Ads ราคาต่อคลิกถูกกว่า Search Ads จริงไหม
โดยทั่วไป Display Ads มักมีต้นทุนต่อคลิกต่ำกว่า Search Ads เพราะเป็นการแสดงผลแบบไม่ได้ตั้งใจค้นหา แต่อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าต่อคลิกก็มักต่ำกว่าด้วยเช่นกัน จึงต้องดูต้นทุนต่อการขายจริงมากกว่าราคาต่อคลิกอย่างเดียว
ธุรกิจ B2B ควรใช้ Search Ads หรือ Display Ads ก่อน
ธุรกิจ B2B ส่วนใหญ่ยังได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าจาก Search Ads ก่อน เพราะกลุ่มเป้าหมายมักค้นหาด้วยคำเฉพาะเจาะจงเมื่อกำลังมองหาโซลูชัน ส่วน Display Ads เหมาะเป็นตัวเสริมภายหลังเพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ
งบน้อยมากควรเลือกแบบเดียวก่อนไหม
ถ้างบจำกัดมาก การโฟกัสที่ Search Ads เพียงอย่างเดียวก่อนมักให้ผลลัพธ์ที่วัดง่ายและคุ้มค่ากว่าการแบ่งงบน้อยไปทั้งสองแบบพร้อมกัน เพราะจับกลุ่มคนที่มีความตั้งใจซื้ออยู่แล้ว